Bookmark and Share

ฮัจย์ไทย 1438 เปลี่ยนแต่ไม่เปลี่ยน รอพิสูจน์ดีหรือเหลว!

ฮัจย์ไทย 1438 
เปลี่ยนแต่ไม่เปลี่ยน 
รอพิสูจน์ดีหรือเหลว! 



กิจการฮัจย์ไทย ปี ฮ.ศ. 1438 มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานรัฐดูแลมุสลิม บางอย่างมีการเปลี่ยนแปลง แต่หลายอย่างยังเหมือนเดินและอาจจะแย่ลงกว่าเดิม ตามพ.ร.บ.บริหารกิจการฮัจย์ 2559 ได้ผ่องถ่ายอำนาจการบริหารกิจการฮัจย์ไทยจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรมการปกครอง กระทรวงมหาไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด  คำถามที่สังคมมุสลิมถาม ก็คือ กรมการปกครองเข้ามาดูแลกิจการฮัจย์จะดีหรือหรือแย่ลงกว่าเดิม เป็นประเด็นที่รอการพิสูจน์ในอีกมี่กี่เดือนข้างหน้า 

ในปี ฮ.ศ. 1438 มีฮุจยาตลงทะเบียนเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ 7,788 คน น้อยกว่าโควต้าซึ่งมีจำนวน 10,300 คน เป็นหน้าที่ของกรมการปกครอง ที่จะต้องเข้ามาบริหารจัดการ แต่การเข้ามาของกรมการปกครอง ค่อนข้างกระชั้นชิดในการส่งรายชื่อผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ไม่นาน เนื่องจากความล่าช้าในขั้นตอนของกฎหมาย กรมการปกครองจึงไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก

ในเรื่องของการกำหนดข้อปฏิบัติ จึงยังไม่สามารถปรับปรุงกฎระเบียบใหม่ ต้องใช้ระเบียบเก่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความสับสนของผู้ประกอบการฮัจย์และผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจ ทำให้จำนวนผู้เดินทางมีจำนวนน้อยกว่าปกติ ในการบริหารจัดการ กระทรวงมหาดไทย ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยได้รับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมากขึ้น ปรับเปลี่ยนการทำงานให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยทำงาน แต่ก็ยังมีข้อครหาเรื่องการนำคนเก่าที่เคยทำงานให้กรมการศาสนามาทำงาน และคนทำงานส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณของกรมการปกครอง ซึ่งสังคมมองว่าไม่มีประสบการณ์ในการบริหารกิจการฮัจย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เวลาพิสูจน์อีก แต่ดูแนวโน้มน่าจะมีสภาพที่ดีขึ้น การกรมการปกครองมอบหมายให้ ดร.อิสมาแอล ลุตฟี่ จะปะกียา เป็นกุญแจสำคัญให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานบริหารกิจการฮัจย์ดีขึ้น เนื่องจาก ดร.อิสมาแอล ลุตฟี่ เรียนที่มักกะห์หลายปี และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลระดับสูงในซาอูดิอาระเบียมีบทบาทในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องได้สำเร็จ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานของกรมการปกครอง

1. มีการเปลี่ยนแปลงการเช่ารถ โดยเปลี่ยน บริษัทให้การบริการรถที่จะรับฮุจยาตจากมาดีนะห์เข้ามักกะห์และจากมักกะห์เข้ามาดีนะห์ เพื่อแก้ปัญหารถแอร์ไม่เย็น รถเสียระหว่างทาง และปัญหาโชเฟอร์ไม่รู้เส้นทาง แต่จะแก้ได้หรือไม่ ยังต้องรอวันจริง 
2. การเดินทางจากประเทศไทยสู่ซาอูดิอาระเบีย จากเดิมผู้ประกอบการจัดการเองเป็นส่วนใหญ่ ต่างคนต่างเดินทาง บางแห่งใช้บริการเช่าเหมาลำ บางรายใช้สายการบินในประเทศอาหรับซึ่งจะต้องต่อเครื่องบินเข้าซาอุฯ มีการปรับเปลี่ยนระบบให้ผู้ประกอบการทุกรายใช้บริการสายการบินเช่าเหมาลำ และลดภาระการเดินทางของฮุจยาต จากเดิมจะเดินทางตามที่ผู้ประกอบการกำหนดบ้านฮุจยาตอยู่ภูเก็ต อาจจะต้องเดินทางไปขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ไปต่อเครื่องที่บาห์เรน หรือโอมาน จะปรับให้มีการรวมตัวกัน ฮุจยาตจังหวัดภูเก็ตจากผู้ประกอบการทุกแห่งจะเดินทางด้วยกันที่จ.ภูเก็ต ลดภาระได้ในระดับหนึ่ง 
3. ระบบบ้านเช่าที่มักกะห์กับมาดีนะห์ ยังไม่ได้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ แต่มีการควบคุมดูแลเข้มงวดมากขึ้น จากเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง 
4. การเชื่อมโยงระหว่างฮุจยาตกับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่กรมการปกครองสามารถบริหาร
จัดการฮัจยาตได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น จากการที่มีเครือข่ายข้าราชการครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศไทย เป็นสวนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง แต่ในขณะเดียวกัน ซาอูดิอาระเบียได้มีการออกกฎระเบียบในการเดินทางโดยกำหนดให้ใช้บริการของสายกาบินซาอุฯ ครึ่งหนึ่งของจำนวนฮุจยาต และมีการกำหนดราคาสูงกว่าราคาที่การบินไทยได้กำหนดแต่เดิม โดยราคาที่ซาอุฯ กำหนดราคา 65,000 บาทต่อคน

โดยเมื่อปี 2559 การบินไทยกำหนด 55,000  บาทต่อคน ในการแก้ปัญหา ดร.อิสมาแอล ลุตฟี่ จะปะกียา ได้รับการมอบหมายให้เดินทางไปเจรจากับซาอูดิอาระเบีย ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจา ฮุจยาตไทยจะเดินทางโดยสายการบินไทยเพียงสายการบินเดียว แต่ราคายังไม่ได้กำหนดชัดเจน อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง ระบบที่จะมีการเปิดโอกาสให้สายการบินอื่นได้เข้ามาร่วมในการให้บริการฮุจยาตจึงยังเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ เนื่องจากยังติดขัดที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้ สายการบินไทยเพียงสายการบินเดียวผูกขาดกิจการฮัจย์ แม้จะมีการผลักดันจากหลายๆ ฝ่ายก็ตาม ในภาวะที่การบินไทย ขาดทุนหนักครม.คงไม่ต้องการให้การบินต้องสูญเสียรายได้ การผลักดันเรื่องนี้จึงเหมือนเข็ญครกขึ้นภูเขา คนที่เสียเปรียบคือบรรดา “ฮุจยาต” นั่นเอง 

ในขณะที่รัฐไม่สามารถเปลี่ยนกฎระเบียบได้ทันการเดินทางไปฮัจย์ แต่ผู้ประกอบกิจการฮัจย์บางรายได้ปรับเปลี่ยนการให้บริการที่มีความโปร่งใสมากขึ้น “แซะยา” แห่งจะนะทราเวล อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นรายแรกที่นำฮุจยาตไปฮัจย์ด้วยราคา 150,000 บาท ต่อคน พักโรงแรมติดมัสยิดฮารอม รับประทาน อาหารบุฟเฟ่ต์ เมื่อปี 2559 ได้รับการพูดถึงมาก ที่กล้าทนแรงกดดันจากเพื่อนร่วมวิชาชีพที่สูญเสียผลประโยชน์ จากปี 2559 มีฮุจยาตเดินทางไปกับแซะยา ราคา 150,000 บาท จำนวน 37 คน ในปี 2560 เพิ่มเป็นประมาณ 100 คน 

“ผมมีโควต้าฮุจยาต 300 คน ในจำนวนนี้ มี 100 คน ไปในราคา 150,000 บาท ที่พัก อาหารเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมทำฮัจย์มา 40 ปี ตั้งแต่อายุ 20 ปี ปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว ต้องการช่วยเหลือคนที่จะเดินทางไปฮัจย์ มีคนที่ลำบากมีเงินไม่มากนัก จึงต้องการช่วยเหลือ” แซะยา กล่าว 

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไป ราคาที่เก็บจากฮุจยาตอยู่ในระดับ 180,000 บาทต่อคน โดยผู้ประกอบการบางรายได้ให้รายละเอียดการบริการที่จะให้ว่าให้อะไรกับฮุจยาตบ้างซึ่งเป็นสิ่งที่ฮุจยาตต้องการ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยได้รับจากผู้ประกอบการเลย เดินทางไปถึงสนามบินแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน ทำไร
ทนกันมาหลายสิบปี เพิ่งจะเริ่มมีผู้ประกอบการบางรายเปลี่ยนแปลง การเดินทางไปฮัจย์ 2560 ยังลูกผีลูกคน ไม่อาจสรุปได้ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง แต่มีสัญญาณหลายอย่างที่ดีขึ้นอยู่ที่การปฏิบัติจริงว่าจะสามารถทำได้แค่ไหน ไม่งั้นกรมการศาสนาที่มองดูอยูจะหัวเราะเอา ...

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับที่ 64 ประจำเดือนเมษายน 2560




 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 429 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 48 + 67 =
ความคิดเห็น :