Bookmark and Share

ทุนนิยมที่ซาอุฯ KFC-taxi and Thaisaeh



ซาอุดิอารเบีย แม้จะประกาศว่า ปกครองด้วยระบบชารีอะห์ หรือตามหลักอิสลาม ในระบบเศรษฐกิจเดินระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมแบบผู้ขาด หวังกำไรสูงสุด โดยเฉพาะอย่างในช่วงฮัจย์

เพียงแค่เดินออกจากประตูมัสยิดฮารอม ก็สามารถมองเห็นป้ายไก่ทอดชื่อดังจากอเมริกา KFC อยู่ฝั่งตรงกันข้ามใต้ตึกฮิลตัน เป็น KFC ที่ราชวงศ์ซาอุด ถือหุ้นใหญ่ กินไก่ที่มักกะห์ อาจจะต้องทำใจหน่อยเพราะราคาสูงกว่าประเทศไทย 1 เท่า หรือประมาณ 70 บาท KFC ประเทศไทย 37 บาทต่อชิ้น 
ที่ซาอุฯ มีแบรนด์ไก่ทอดอีกแบรนด์หนึ่งเป็นของคนซาอุฯ ชื่อ Al Briak แต่ด้วยไม่มีราชวงศ์ถือหุ้น ร้าน Al Briak จะถูกกีดกันไปอยู่นอกเมือง ไกลออกไปพอสมควร เช่นเดียวกับที่มาดีนะห์ KFC ตั้งอยู่บนห้างติดกับมัสยิดนบี แต่Al Briak ถูกกีดกันไปอยู่นอกเมืองห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ยังไม่ต้องพูดถึงที่นักเคลื่อนไหวสายนิยมซาอุฯ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเลิกบริโภคสินค้าของอเมริกาที่ใช่สนับสนุนยิวใช้ความรุนแรงกับปาเลสไตน์ ก็เห็นดีเห็นงามกับซาอุฯ ไม่เห็นมีใครต่อต้านคัดค้านอะไร

ระบบเศรษฐกิจในซาอุฯ จึงเป็นเสรีนิยมแบบกึ่งผูกขาด ราชวงศ์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในหลายกิจการ และทำธุรกิจแบบทุนนิยมที่หวังกำไรสูงสุด ไม่ใช่การค้าตามหลักอิสลาม ที่เน้นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากกว่าการแสวงหากำไรจนมากเกินควร

เช่นเดียวกับบรรดาตึกโรงแรมใกล้มัสยิดฮารอม ส่วนใหญ่เป็นของราชวงศ์ซาอุฯ ช่วงใกล้ฮัจย์จะแพงหูฉี่จนคนธรรมดาไม่สามารถเข้าพักได้ จุฬาราชมนตรีของไทยเคยมาพักทำฮัจย์ประมาณ 7-8 วันราคาประมาณ 400,000 บาท ฮุจยาตทั่วไปจึงต้องย้ายไปอยู่ที่พักใกล้ทุ่งมีนา ซึ่งไกลจากมัสยิดฮารอมประมาณ 4-5 ก.ม.

ซิมมือถือสินค้าหายากในซาอุฯ โดยเฉพาะในมักกะห์ช่วงฮัจย์ ต้องเข้าถือยาวเหยียดเพื่อรอซื้อ เพราะมีขั้นตอนยุ่งยากต้องสแกนลายนิ้วมือ เข้าใจว่า มีราชวงศ์ถือหุ้นใหญ่ ก็ได้ขึ้นราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงใกล้ฮัจย์ จาก 5 G 30 รียาล เป็น 50 รียาล ความจุ 10 G จาก 90 รียาล ขึ้นเป็น 130 รียัล

ไม่เพียงธุรจกิจที่คนระดับสูง แม้แต่ระดับชาวบ้านก็มีการโก่งราคา ขึ้นราคากันหลายรายการ ตัวอย่างรถแทกซี่ที่ฮุจยาตจะใช้บริการออกไปนอกฮารอมเพื่อเหนียตอุมเราะห์ จากเดิม 30 รียัล สำหรับเก๋งธรรมดา ได้เรียกราคาเพิ่มเป็น 50 รียาลเรียบร้อยไปหลายวันแล้ว และไม่กดมิเตอร์ด้วย รถ 7 ที่นั่ง จากเดิมที่เคยเรียก 50 รียาล ก็เพิ่มเป็น 100 รียัล และยิ่งเป็นอาหรับขับด้วย ยิ่งเขี้ยวต่อรองยาก แต่หากเป็นบังคลาเทศหรือโรฮิงญา อาจจะต่อรองราคาได้หน่อย

ผู้ประกอบการไทยก็เดินตามเศรษฐกิจแบบทุนนิยมตามความเคยชินด้วยเหมือนกัน ไม่นับราคามาฮัจย์ที่สูงแต่อาหารกับที่พักไม่สมกับราคาแล้ว บางคน ต้องย้ำว่าบางคน ยังกินเล็กกินน้อย ติดเล็กติดน้อยจากฮุจยาต เช่น โก่งค่าดัม (หรือค่าปรับทำผิดฮัจย์) แพะ 1 ตัว คิด 5,000 บาท ทั้งๆที่แพะกุรบ่านราคาเพียง 3,800 บาทเท่านั้น แพะเหมือนกันแต่ราคาต่างกัน 

ยังมีอีกบางคน ซื้อน้ำซำซำให้ฮุจยาต 1 แกนลอน ราคา 9 รียาลพร้อมค่าขนส่งถึงที่พัก ที่ผู้ประกอบการบางคนเรียกเก็บในราคา 15 รียาล หรือบางรายเรียกเก็บถึง 20 รียาล คิดง่ายๆ มีฮุจยาตในความรับผิดชอบ 50 คน คิดตัวเลขกลมทำเอากำไรแค่ 10 รียาล ก็ 500 รียาล หรือ 5,000 บาท

ยังมีการกินเล็กกินน้อยอีกหลายเรื่อง ที่ฮุุจยาตเอง ไม่สามารถตามตรวจสอบราคาหรือบริการได้ ผู้รับผิดชอบพูดมาอย่างไรก็จะต้องเชื่อตามนั้น นี่แหละที่เรียกว่า การหากำไรเกินควร ตามระบบทุนนิยม ไม่ใช่แบบอิสลามตามที่กุรอ่านกำหนด และที่นบีปฏิบัติ ถามว่า เปี๊ยะซะของกรมการศาสนา ช่วยอะไรฮุจยาตได้บ้าง นอกจากกินข้าวถ่ายรูปโชว์ไปวันๆ 

เป็นที่ทราบกันดีว่า การสนับสนุนส่งเสริมคนที่มาฮัจย์ เป็นความดีงามที่จะได้รับการตอบแทนจากผู้อภิบาล และการเบียดเบียนคนมาฮัจย์เป็นบาป คนที่ทำก็คือคนที่สอนฮุจยาตนะแหละ

ตอนที่นบีเดินทางไกลกว่า 400 กิโลเมตร จากมาดีนะห์มาทำฮัจย์ที่มักกะห์  พร้อมด้วยอุลามะห์อีกกว่า 100,000 คน ถามว่า นบีเรียกเก็บเงินค่าหัวใครซักดีน่าหรือไม่

ทุกวันนี้ ฮัจย์ เป็นธุรกิจแบบทุนนิยมที่ผู้ทำธุรกิจแสวงหากำไรสูงสุดและจากทุกช่องทาง ถามว่า เราเดินกันถูกทางหรือไม่







 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 2237 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 49 + 63 =
ความคิดเห็น :