Bookmark and Share

เมอร์เซเดส-เบนซ์ “ซี-คลาส @ เอส-คลาส” ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ครบเครื่องเรื่องสมรรถนะ-หรูหรา-ประหยัด-รักษ์ส



นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่ค่ายรถยนต์ในซีกโลกตะวันตกผันตัวเองเข้าสู่ตลาดรถยนต์เทคโนโลยีไฮบริดได้แบบก้าวกระโดด อีกทั้งได้วิจัยและพัฒนายนตรกรรมไฮบริดที่ล้ำหน้ากว่าค่ายรถยนต์จากแดนปลาดิบไปอีกหนึ่งช่วงตัวเสมอ สำคัญที่สุดได้เคาะราคาสู่ตลาดเมืองไทยในราคาโดยใจกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้ดีทีเดียว ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้การจะเลือกซื้อรถยนต์ใว้ใช้งานในชีวิตประจำวันสักคันนอกจากสมรรถนะ ความสวยงามทันสมัยแล้ว รถยนต์ที่พวกเขายอมที่จะควักเงินจ่ายต้องสามารถตอบโจทย์ภาพลักษณ์ และความเป็นตัวตนของเขาได้อีกด้วย


เมื่อช่วงต้นปี 2559 ที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ดาวสามแฉกจึงได้ฤกษ์เปิดตัวรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส และเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่นแรกที่ประกอบในประเทไทยออกสู่ตลาดเมืองไทย ซึ่งเป็นรถยนต์ที่สามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน-เครื่องยนต์ ผสานทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนมาให้สาวกดาวสามแฉกได้เป็นเจ้าของในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดเมื่อเปรียบกับรถยนต์แบรนด์หรูจากยุโรป 

อีกนัยยะหนึ่งการเปิดตัว “ซี-คลาส” และ “เอส-คลาส” ปลั๊ก-อินไฮบริด เป็นกลยุทธ์ที่
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ออกแบบมารับมือโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ เพราะรถทั้งสองรุ่นนี้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่า 100 กรัมต่อกิโลเมตร ซึ่งเสียภาษีสรรพสามิตใหม่ 10%โดยซี-คลาส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น C350 e ราคาเริ่มต้น 2.99 ล้านบาท และเอส-คลาส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น S500e ราคาเริ่มต้น 6.39 ล้านบาท นับได้ว่าเป็นสนนราคาที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไว้ใช้งานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภาพลักษณ์ดีที่สุดในตลาดแบรนด์หนึ่งสำหรับหลักการทำงานของรถยนต์

ปลั๊ก-อิน ไฮบริด คือสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าในบ้านไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ก่อนที่เครื่องยนต์จะทำงาน นั่นก็หมายความว่ารถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สามรถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนๆ ได้ระยะหนึ่ง เมื่อปริมาณไฟฟ้าที่เก็บในแบตเตอรี่เหลือน้อยลงระดับหนึ่งระบบก็จะกลับเข้าสู่เครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พร้อมปั่นไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น C350e ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ขนาดความจุ 6.38 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม วางไว้ที่เก็บสัมภาระด้านหลัง รบกวนพื้นที่เก็บสัมภาระจากรุ่นเดิมเล็กน้อย ไม่มียางอะไหล่เพราะรถใช้ยางแบบรันเฟลต ใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าเต็มที่ 3 ชั่วโมง และสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ (E Mode) ได้ไกลที่สุด 31 กิโลเมตรเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น S500 e ใช้แบตเตอรีลิเธียม-ไอออน ไว้ที่เก็บสัมภาระด้านหลังเช่นเดียวกัน แต่มีความจุมากกว่าที่ 8.7 กิโลวัตต์ น้ำหนักประมาณ 114 กิโลกรัม ใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าเต็มที่ 4 ชั่วโมง และสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ

(E Mode) ได้ระยะทางสูงสุด 33 กิโลเมตรโดยทั้งสองรุ่นนับเป็นมิติใหม่ของเครื่องยนต์ไฮบริดจากค่ายยุโรปที่จะมาสร้างแต้มต่อในตลาดยุคราคาพลังงานผันผวนรายวันเมื่อเดือนก่อน “Mtoday” ได้รับเชิญไปร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ทดลองขับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น C350 e และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด รุ่น S500 e เส้นทางเชียงราย-เชียงใหม่ ซึ่งผ่านทุกสภาพถนน ทั้งขึ้นเขา-ลงเขา-ทางโค้ง-ทางราบในสภาพจราจรเดินทางปกติ ภายในห้องโดยสารหรูหรา โดยเฉพาะแผงคอนโซลด้านมีปุ่มควบคุมการทำงานของอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายดุจยานอวกาศ กว่าจะตั้งสติได้ส่ายสายตาไปมาเพื่อเรียนรู้การใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อนำรถออกสู่เส้นทางก็ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง ระหว่างที่ขับรถไปเมื่อรถติดไฟแดงก็ใช้เวลาสั้นๆ มาศึกษาการใช้งานปุ่มต่างๆ ที่มีอยู่รายล้อมคนขับบริเวณคอนโซลหน้า และคอพวงมาลัย นับว่าเหนื่อยกว่าจะเรียนรู้ได้ทั้งหมด ผมถึงบอกในตอนต้นว่า แผงคอนโซลหน้าดุจยานอวกาศ

ออกจากเชียงรายเข้าประจำการที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด S500 e วางเครื่องยนต์เบนซิน วี 6 ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมทั้งระบบ 442 แรงม้า แรงบิด 650 นิวตันเมตร (เครื่องยนต์ให้กำลัง 333 แรงม้า) แม้ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ดีกว่า C350 e ที่ 5.2 วินาที แต่ด้วยที่เป็นรถขนาดใหญ่แม้พลังจะเหนือกว่าการพุ่งทะยานตามการกดคันเร่งจะไม่ชัดเจนเหมือนรถรุ่นเล็กกว่า แต่จะมีจุดเด่นที่ความนุ่มนวลให้ความสุนทรีย์ในการขับขี่ ภายในห้องโดยสารกว้างขวางเต็มไปด้วยความอลังการ ห้องโดยสารเงียบที่สุดเท่าที่เคยทดลองขับมาหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ที่มาทำตลาดในบ้านเรา โดยความเร็วสูงสุดล็อคเอาไว้เท่ากับ C350 e ที่ 250 กม./ชม. แต่ส่วนใหญ่ผมเลือกใช้ความเร็วสไตล์การเดินทาง อาจจะมีบ้างที่สภาพการจราจรว่างในเขตนอกเมืองได้เร่งความเร็วสูงๆ บ้างเพื่อสัมผัสของจริงสมรรถนะ-ดูการทำงานของปลั๊ก-อิน ไฮบริดเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด C350 e ที่ได้ทดลองขับต่อในวันนั้นใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมทั้งระบบ 279 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร (เครื่องยนต์ให้กำลัง 211 แรงม้า) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.9 วินาที ความเร็วสูงสุดล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม.อีกเช่นนกัน

แต่รู้มั้ยคันนี้ขับได้สนุกกว่าตามบุคลิก 
และขนาดของรถยนต์ ด้วยการขวบคุมการเข้าโค้งที่เฉียบคม หนึบแน่นกว่าอย่างชัดเจนส่วนหนึ่งต้องให้เครดิตช่วงล่างแบบถุงลม AIRMATIC ที่ปรับระดับได้เมื่อทดลองขับ C350 e สไตล์ประหยัดน้ำมันจากจุดหยุดนิ่งเดินคันเร่งเบาๆ เพิ่มน้ำหนักให้เนียนนุ่มหน่อยรถสามารถวิ่งด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ถึง 80 กม./ชม. บางช่วงที่รถเคลื่อนตัวลงทางชันในระยะทางยาวๆ เครื่องยนต์หยุดทำงานภายในห้องโดยสารเงียบกริบดุจกับนั่งขับยานอวกาศ

สรุปว่า จากการทดลองขับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด C350 e และ S500 e ในเวลาและระยะทางที่จำกัดครั้งนี้ได้เห็นความแตกต่างของรถยนต์ทั้งสองรุ่นภายใต้เทคโนโลยีเดียวกัน “ปลั๊ก-อิน ไฮบริด” โดยรุ่น C350 e จะให้บุคลิกความสปอร์ตขับสนุกมากกว่า ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่นิยมขับรถเองพร้อมจะเติมเต็มภาพลักษณ์ด้านความทันสมัย และรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่วนรุ่น S500 e มาพร้อมกับบุคลิกความหรูหรา ห้องโดยสารกว้างขวาง สุขุมนิ่งสงบ อันเป็นบุคลิกของผู้บริหารในองค์กรชั้นนำ ซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นนี้

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด -C350 e และ S500 e เลือกโหมดการทำงานได้ 4 แบบ


HYBRID
การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20% ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S)รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน

E-MODE 
สำหรับ C350 e สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว) ได้ระยะทางสูงสุด 31 กิโลเมตรโดยไม่มีการคายไอเสีย (ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้) หรือสามารถใช้ความเร็วสูงสุด (ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า) ได้ถึงความเร็ว 130 กม./ชม. ส่วน S500e ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทางสูงสุด 33 กม. หรือใช้ความเร็วสูงสุดได้ถึง 140 กม./ชม. โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่การทำงานของระบบนี้สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้ขับขี่จะต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที

E-SAVE 
ในขณะเริ่มต้นใช้ E-SAVE ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุดเพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ high-volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทางก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะใช้ E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่

CHARGE
การทำงานในรูปแบบนี้รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวโดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลยเพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่อง แรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1015 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 75 + 64 =
ความคิดเห็น :