Bookmark and Share

ฟื้นฟู “ไอแบงก์” ขายต่างชาติ



เคลียร์ธนาคารอิสลาม ขายพันธมิตรต่างชาติ ตั้งที่ปรึกษาการเงินดิว ประธานแบงก์ระบุ แบงก์ขนาดใหญ่รุมตอม เงื่อนไขรัฐต้องถือหุ้นใหญ่ ตัดหนี้เสีย 40,000 ตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์บริหาร พร้อมลงโทษเจ้าหน้าที่และผู้บริหารที่ทำแบงก์เสียหาย

แนวทางการฟื้นฟูธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ตามที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2558 ต้องการให้ธนาคารแยกหนี้เสียและหนี้ดีออกจากกัน ดำเนินการลงโทษผู้กระทำให้ธนาคารได้รับความเสียหาย และหาพันธมิตรมาร่วมทุน และให้เน้นการปล่อยกู้แก่พี่น้องมุสลิมซึ่งนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) พร้อมกับคณะกรรมการธนาคารฯ และผู้บริหารธนาคาร ได้ร่วมกันแถลงความคืบหน้าในการดำเนินการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คณะกรรมการฯ ชุดชุดปัจจุบัน เข้ารับตำแหน่งครบ 1 ปี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2558 

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ธนาคารได้รับแนวทางในการฟื้นฟูกิจการตามมติของซูเปอร์บอร์ด ซึ่งได้มีการดำเนินการมีความคืบหน้ามากโดยในส่วนของการปรับโครงสร้างภายในได้ดำเนินการมาเป็นลำดับ โดยธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในมาแล้ว 2 ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน 2557 และเดือนมีนาคม 2558 มีให้ออกบุคคลที่สร้างความเสียหายให้กับธนาคาร ซึ่งมีจำนวนเท่าไหร่ และมีใครเกี่ยวข้องบ้าง ไม่สามารถตอบได้ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบภาครัฐ (คตร.) เป็นผู้ดำเนินการ 

“การปล่อยสินเชื่อธนาคารยังปล่อยปกติ แต่ปรับเปลี่ยนการปล่อยสินเชื่อเป็นทีม ตามหลักการออกสินเชื่อ ที่จะต้องมีการวิเคราะห์ทางธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งหากมีการตรวจสอบตามหลักการที่ถูกต้องและมีความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจธนาคารก็พร้อมจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้า และได้มีการยกเลิกสาขาไปแล้ว 16 สาขาที่ขาดทุน จากจำนวนสาขา 130 สาขาเหลือ 114 สาขา ซึ่งทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายต่อเดือนประมาณ 5.57 ล้านบาทมีการพูดกันด้วยความภาคภูมิใจว่าเรามีสาขาธนาคารที่ใหญ่ที่สุดบนห้างเซ็นทรัลเวิร์ล แต่เป็นสาขาที่เงียบที่สุด จึงได้ปิดไปแล้วลดค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก” ประธานแบงก์อิสลามฯ กล่าว 

ส่วนการปล่อยกู้ได้มีการปล่อยกู้ให้กับพี่น้องมุสลิมในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น จากจำนวน 32,000 รายเมื่อปี 2557 เป็น 390,000 ราย ในเดือนสิงหาคม 2558 คิดเป็น 55% จากจำนวนลูกค้า 700,000 ราย มียอดสินเชื่อเพิ่มจาก 12% เมื่อปี 2557 เป็น 16% ในเดือนสิงหาคม มียอดสินเชื่อ 16,000 กว่าล้านบาทจากยอดสินเชื่อทั้งหมด 104,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับลูกค้ามุสลิมมากขึ้น 

สำหรับการแยกหนี้ดีหนี้เสีย ธนาคารมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้  55,230 ล้านบาท และมีหนี้ดีกว่า 50,000 ล้านบาท โดยธนาคารมีสินทรัพย์รวม 101,705 ล้านบาท ได้มีการแก้ไขปัญหาหนี้เสียในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาส่งผลให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีสัดส่วนลดลงเหลือร้อยละ 47 จากจำนวน 55% คิดเป็นมูลค่า 48,292 ล้านบาท จากจำนวน 55,230 ล้านบาท โดยมีการรีไฟแนนซ์จำนวน 94 ราย มูลค่า 26,371 ล้านบาท ลงนามทำสัญญา จำนวน 84 ราย จำนวน 22,649 ล้านบาท รอดูอีก 3 เดือนว่าจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ซึ่งจะเหลือหนี้เสียจำนวน 38,000-40,000 ล้านบาท จะโอนให้ที่ปรึกษาทางการเงินพิจารณาแยก เพื่อจัดตั้งเป็นบรรษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (เอเอ็มซี) เพื่อบริหารจัดการหนี้เสียโดยเฉพาะ โดยหนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่ลูกค้าชาวมุสลิม ส่วนหนี้เสียของชาวมุสลิมมีประมาณ 2,000 ล้านบาทเท่านั้นที่เห็นหนี้จากโครงการช่วยเหลือน้ำท่วมของภาครัฐ ซึ่งลูกหนี้เข้าใจว่า เป็นการให้ช่วยเหลือให้เปล่า ซึ่งหนี้ทั้งหมดจะไม่ถูกโอนไปเอเอ็มซี 

“เราจะพิจารณาหนี้ทุกเม็ด ยืนยันได้เลยว่าไม่มีการแฮร์คัต จะไม่มีคนล้มบนฟูกจะนำเงินทุกบาททุกสตางค์เข้ารัฐให้มากที่สุด” ประธานแบงก์อิสลามฯ กล่าว 

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า ในส่วนของการแสวงหาพันธมิตรร่วมทุน ได้มีการจัดตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเซ็นสัญญาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งที่ปรึกษาทางการเงินจะไปเจรจาหาผู้ร่วมทุน ซึ่งมีทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ธนาคารอิสลามฯขนาดใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ขนาดเล็กสุด มีมูลค่าสินทรัพย์ 3.3 ล้านเหรียญฯ ซึ่งมีการเจรจาไปบ้างแล้ว โดยมีเงื่อนไขจากซูเปอร์บอร์ดให้รัฐมีหุ้นส่วนใหญ่แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ผู้ร่วมทุนในการบริหาร ซึ่งคงจะมากกว่า 50% แต่คงไม่ถึงระดับที่วีโต้ได้ คือ 75% มูลค่าการร่วมทุนอยู่ที่การเจรจาว่าจะเป็นจำนวนเท่าไหร่ รวมทั้งการมูลค่าการขาดทุนสะสม 20,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ที่การเจรจาว่า พันธมิตรร่วมทุนจะใส่เงินเข้ามาเลย หรือให้กระทรวงการคลังใส่เงินเข้าไปก่อน โดยซูเปอร์บอร์ดให้เวลา 3 เดือนในการดำเนินการ ซึ่งเมื่อมาลงในรายละเอียดต่างๆ แล้ว คิดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน   

“เมื่อมีผู้ร่วมทุนเข้ามาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจะกลายเป็นธนาคารระดับโลกที่จะมีการปล่อยกู้ให้กับธุรกิจทั่วโลก รวมถึงการปล่อยกู้เพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศมุสลิม"

“ตามแผนนี้ ไตรมาส 1 ปี 2559 ธนาคาร อิสลามจะกลับมาเป็นสถาบันทางการเงินชั้นนำอีกครั้ง เนื่องจากสามารถหาพันธมิตร ซึ่งเป็นธนาคารชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทุนตามแผนฟื้นฟู ซึ่งจะสามารถผลักดันให้ไอแบงก์ขยายการทำธุรกิจไปต่างประเทศได้เหมือนธนาคารอิสลามชั้นนำอื่นๆ โดยผู้ร่วมทุนพร้อมที่จะลงทุนและนำเทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ธนาคารสามารถแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์อื่นได้ รวมถึงเป็นจุดเชื่อมโยงธุรกิจฮาลาลของไทยที่จะก้าวไปในตลาดโลก” นายชัยวัฒน์ กล่าว และว่า หากสุดท้ายไม่สามารถหาผู้ร่วมทุนได้ แนวทางแก้ปัญหาก็จะดาวน์ไซด์ (ลดขนาด) ของธนาคารลงเพื่อให้บริการกับพี่น้องมุสลิม

“ธนาคารอิสลามมีคุณค่ามาก ในด้านความเชื่อถือ ความศรัทธาของพี่น้องมุสลิม ซึ่งคงประเมินเป็นตัวเงินได้ แต่มูลค่าของธนาคารในการเจรจากับพันธมิตรฯ คือใบอนุญาตของธนาคารที่มีแห่งเดียวในประเทศไทย ลูกค้าของธนาคารที่มีกว่า 700,000 ราย ซึ่งคิดว่า ในการพิจารณาหาผู้ร่วมทุน คงไม่มีการนำปัญหาความมั่นคงมาพิจารณาเหมือนที่ผ่านมา” นายชัยวัฒน์ กล่าวในที่สุด 

การฟื้นฟูธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีความก้าวหน้าอีกสเต็ปหนึ่ง แต่จะสำเร็จได้ตามเป้าหมายหรือไม่ อีก 3 เดือนก็น่าจะรู้ผลว่าสถานะของธนาคารจะเป็นอย่างไร และเป็นไปตามที่พี่น้องมุสลิมต้องการให้ธนาคารแห่งนี้คงอยู่หรือไม่ 

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนกันยายน 2558
  

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1171 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 58 + 88 =
ความคิดเห็น :