Bookmark and Share

มุสลิม สถาบันกษัตริย์ และการร่วมสร้างชาติไทย



“มุสลิม” มีความผูกพันกับพระมหากษัตริย์ไทยมายาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการร่วมสร้างชาติไทย สร้างความรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีต

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ร่วมกับสำนักงานเขตคลองสามวา เขตมีนบุรี และหนองจอก กรุงเทพมหานคร มัสยิดกมาลุลอิสลาม โดยการสนับสนุนของกองอำนายการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ร่วมกัน
จัดงานสายสัมพันธ์แห่งสายน้ำ ณ มัสยิดกมาลุลอิสลาม โดยมีการเสวนาทางวิชาการ ชาวไทยมุสลิมใต้ร่มพระบารมี : สายสัมพันธ์แห่งสายน้ำ 

ในงานมี รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ 
ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดาโต๊ะ นาซีเราะห์ ฮุสเซ็น เอกอัคราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย ร่วมบรรยาย 

อ.บัณฑิต สะมะอุน กล่าวว่า มัสยิด
กมาลุลอิสลาม เคยให้การรับเสด็จ สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเสด็จประพาศคลองแสนแสบทางเรือ ตามโครงการ ร่วมใจภักดิ์รักษ์คลองแสนแสบ เนื่องจากเป็นพื้นที่ๆ น่าเป็นห่วงเรื่องน้ำที่มีปัญหาน้ำเน่าเสีย และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงห่วงใยได้มีโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อป้องกันภัยจากน้ำ “คลองแสนแสบเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ของชาวมุสลิมมาจนถึงปัจจุบัน ตัวแทนเหล่านั้นยังคงอยู่หากน้ำสะอาดแต่หากน้ำเน่าเสียก็เป็นสิ่งที่ไร้ค่า” อ.บัณฑิต กล่าว

ดร.สุเนตรกล่าวว่า ได้เติบโตมาในครอบครัวที่ปู่และพ่อเป็นมุสลิม เคยใช้ชีวิตร่วมกับญาติ
พี่น้องฝ่ายพ่อที่เป็นมุสลิม ตอนเด็กๆ ได้ไปร่วมกันทำบุญและยังมีเพื่อนๆ ที่เป็นมุสลิมอีกจำนวนมากจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา คนมุสลิมมีความอ่อนโยนและมีความศรัทธาในศาสนา เป็นคนมีความรู้และมีอารยธรรม และรักสันติ ผมเป็นนักประวัติศาสตร์ที่ได้เรียนประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ทุกคนจะได้เรียนประวัติศาสตร์อารยธรรมของมุสลิม เพราะอารยธรรมมุสลิมเป็นแม่ของอารยธรรมโลกในปัจจุบันนี้ 

“ความรุ่งเรืองของยุโรปในยุคฟื้นฟูวิทยาการ มีการเดินเรือและอื่นๆ สิ่งที่ยุโรปเรียนรู้ มาจากปราชญ์ของมุสลิม ไม่ว่าเรื่องดาราศาสตร์ ศาสตร์การ
เดินเรือ การทำแผนที่และเทคโนโลยีอีกมากมายมหาศาล” ดร.สุเนตรกล่าวและว่า จากการศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย พบว่า บูรณาการที่ทำให้เป็นไทยได้ในปัจจุบัน เรามีมุสลิมที่ถือว่าเป็นสายเลือดสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เราพัฒนาเติบโตมาเป็นไทยอย่างที่เราเป็น ในปัจจุบันจะเห็นว่าข้าราชการคนสำคัญที่ดูแลด้านการต่างประเทศ ข้าราชการสำคัญที่ดูแลกองทัพเรือ ตำแหน่งราชบังสันทางน้ำเหล่านี้ ล้วนเป็นมุสลิมทั้งสิ้น ฉะนั้น การมองพัฒนาการของสังคมไทย เราไม่อาจมองข้ามคุณูปการของพี่น้องมุสลิมไปได้ตระกูลสำคัญๆ ที่ช่วยค้ำชูบ้านเมืองในช่วงวิกฤติการณ์ถูกรุกรานโดยมหาอำนาจตะวันตก อย่างตระกูลบุนนาค ก็มีต้นรากมาจากมุสลิม จนมาถึงนาทีนี้เรากำลังพูดถึงการรวมตัวกันของประชาคมอาเซียนที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมและเราเองก็ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย 

ดร.สุเนตรกล่าวว่าสิ่งที่ถ่ายทอดนี้ต้องการให้เกิดการรับรู้อย่างแพร่หลายไปยังบุตรหลานทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม แต่ว่าถ้าเรา
ดูข่าวจะเห็นแต่ภาพความไม่สงบ ทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้และตะวันออกกลาง ทำให้คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจและไม่ตระหนักถึงว่ามุสลิมมีคุณูปการเป็นพี่น้องร่วมแผ่นดินมาอย่างไรก็จะมองไปทำนองว่า มุสลิมเลี่ยงเบนไปในเรื่องของความรุนแรง ซึ่งไม่จริง เหมือนเรากินสารพิษไปทุกวันจะต้องมีวัคซีนมาป้องกัน เหมือนประเทศที่เราจะต้องสร้างความเข้าใจว่า ลุคของมุสลิมแท้จริงเป็นอย่างไร

“ศูนย์มุสลิมศึกษาได้ตระหนักถึงปัญหานี้ จึงได้มีการจัดเสวนาเมื่อเดือนกันยายน 2555 มีสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน โดยมีการเสวนาในหัวข้อมุสลิมในประเทศไทย บทบาทมุสลิมในการสร้างสรรค์สังคมไทยและได้ย้อนประวัติศาสตร์ถึงมุสลิมในอดีต ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรม อาหาร การแสดง มีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์และด้านศิลปะมากมาย ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเปิดงานของจุฬาลงกรณ์ฯ 
ที่มีการอัญเชิญคำภีร์อัลกุรอ่านในห้องประชุมเพื่อเป็นสิริมงคลของการจัดงานและผู้เข้าร่วมงาน มี ฯพณฯ พลากร สุวรรณรัตน์ องคมนตรี มากล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องพระราชกรณียกิจต่อมุสลิมในแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นปาฐกถาที่มีคุณค่ามาก ทำให้เราเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เห็นถึงความสำคัญของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยมาก มีพระราชกรณียกิจ เพื่อมุสลิมบนแผ่นดินไทยทั่วทุกภูมิภาค” 

ดร.สุเนตรกล่าวว่า จากปาฐกถาดังกล่าว ทำให้คิดว่า ทำไมไม่ทำการวิจัยถึงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อมุสลิม
ในประเทศไทยตั้งแต่ในอดีต และบทบาทของมุสลิมที่ช่วยสร้างสรรค์แผ่นดินจนกลายเป็นแผ่นดินเหมือนปัจจุบันนี้  ซึ่งด้วยการสนับสนุนของกอ.รมน. จึงได้มีการจัดทำหนังสือสถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในประเทศไทย ได้บรรจุเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับมุสลิมในประเทศไทยไว้จำนวนมาก

“พระมหากษัตริย์ของพระเทศไทยมีกุศโลบายว่า ความแตกต่างนั้นไม่ใช่อุปสรรคของการอยู่ร่วมกัน ในทางตรงกันข้าม ความแตกต่างกลับเหมือนเป็นทรัพยากรสำคัญ
ที่เอื้อให้บ้านเมืองก้าวไกลและเจริญรุ่งเรืองมีการพัฒนา ซึ่งพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา รวมทั้งอิสลามด้วย มุสลิมในประเทศไทยสามารถสร้างมัสยิด เผยแพร่ศาสนา เข้ารับราชการได้รับการดูแล ได้มีที่ดินบนแผ่นดินนี้ได้อย่างเท่าเทียมกับคนในศาสนาอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันพระมหากษัตริย์ดำเนินนโยบายสืบทอดมาโดยตลอด พระมหากษัตริย์จึงเป็นส่วนที่เอื้อให้มุสลิมได้ร่วมสร้างสรรค์ชาติ เคยมีประเทศไหนในโลกที่มีพระสหายเป็น มุสลิมที่เป็นสามัญชน” ดร.สุเนตรกล่าว  

หมายเหตุ : จากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1147 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 84 + 63 =
ความคิดเห็น :