Bookmark and Share

ธนาคารอิสลามฯปรับแผน ดึงทุนอาหรับร่วมทุน หวังแบงก์อยู่รอด


ธนาคารอิสลามฯปรับแผน ดึงทุนตะวันออกกลางร่วมทุน หวังแก้ปัญหาหนี้เสีย แบงก์อยู่รอด 

สถานการณ์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ยังไม่โปร่งใส แม้จะยื่นแผนฟื้นฟูให้กับรัฐบาล แต่ในภาวะที่รัฐบาลขาดงบประมาณ จำเป็นต้องดึงต่างชาติเข้ามาร่วมทุนเร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่กำหนดให้แผนการร่วมทุนกับต่างชาติเป็นแผนที่จะเกิดขึ้นภายหลังปรับโครงสร้างหนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ประธานกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันการเงินอิสลามรายใหญ่จากต่างประเทศ ทั้งในแถบตะวันออกกลาง และในเอเชีย เพื่อเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมทุนถือหุ้นในไอแบงก์และมาบริหารจัดการ รวมถึงสามารถเชื่อมโยงการเงินการลงทุนได้ทั่วโลก คาดว่าสรุปภายใน 6 เดือนนี้

สำหรับสัดส่วนการถือครองหุ้นของพันธมิตรต่างชาตินั้นจะเข้ามาถือหุ้นมากกว่าที่รัฐถืออยู่ในปัจจุบันแต่รัฐต้องมีสัดส่วนอยู่บ้างพอสมควรโดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้นใหญ่ และไม่ต้องเป็นรัฐวิสาหกิจ หากพันธมิตรเอกชนจากต่างชาติเข้าถือหุ้นจะสามารถผลักดันให้ไอแบงก์เชื่อมโยงธุรกิจระหว่างประเทศได้ภายในไตรมาสแรก ของปี 2559

ปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้น 48.54% ธนาคารออมสินถือหุ้น 39.81% ธนาคารกรุงไทยถือหุ้น 9.83% ที่เหลือเป็นรายย่อย

“เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยอยู่ธนาคารนครหลวงไทย ที่ใช้เวลาหาพันธมิตรอยู่ร่วม 9 เดือน ทำให้มีประสบการณ์และปรับนำมาใช้กับไอแบงก์ ซึ่งมั่นใจจะสามารถหาพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและมีระบบอิสลามิค แบงก์, อิสลามิค ไฟแนนซ์ และอิสลามิค ฟันด์ ซึ่งคงใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ไม่เกิน 9 เดือนจากนี้ โดยจะมีกรอบสัญญาในการใส่เงินทุนและบริหารจัดการไม่เกิน 10 ปี” นายชัยวัฒน์กล่าว

นอกจากนี้ธนาคารอยู่ระหว่างดำเนินตามแผนฟื้นฟูที่ได้รับการอนุมัติจากซูเปอร์บอร์ด ให้แยกหนี้ดีและหนี้ไม่ดี ออกจากกัน โดยจะจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเข้ามาดำเนินการ ส่วนหนี้ที่ดีก็ต้องต่อยอดดำเนินการต่อ ขณะที่หนี้ไม่ดี ก็บริหารให้ถูกต้อง ซึ่งจะนำออกมาขายหรือไม่นั้นต้องดูก้อนลูกหนี้ว่าเป็นอย่างไรหากเป็นลูกหนี้ที่ทำให้ธนาคารเสียหายก็ไม่ควรขาย เพราะจะทำให้ผู้กระทำความผิดหลุดลอยไป เราจะต้องดำเนินการเอาผิดให้ถึงที่สุด

ขณะที่ยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ปัจจุบันมีอยู่ 5.7 หมื่นล้านบาทหรือคิดเป็นกว่า 50% ของสินเชื่อคงค้างที่กว่า 1 แสนล้านบาท มีการตั้งสำรอง 3.2 หมื่นล้านบาท โดยหลังจากไตรมาสที่ 2 พบว่าเอ็นพีแอลได้หยุดไหล และลูกหนี้มีอาการดีขึ้น จากการเรียกลูกหนี้เข้าเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างทั้งหมด คาดว่าหากใช้ระยะเวลาการปรับสถานะลูกหนี้เป็นหนี้ดีตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะทำให้หนี้ลดลงไป 1.08 หมื่นล้านบาท และยังมั่นใจสิ้นปี 2558 หนี้เอ็นพีแอลจะลดลง 2 หมื่นล้านบาท จะทำให้เงินสำรองกลับมาประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 902 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 2 + 67 =
ความคิดเห็น :