Bookmark and Share

ย้อนอดีต สุลต่าลสุไลมาน ผู้สร้างความรุ่งเรืองให้สงขลา



สุลต่านสุไลยมาน (ซาห์) เป็นบุตรชายคนโตของดาโต๊ะ โมกอล เป็นชาวอาหรับเปอร์เซีย นับถือศาสนาอิสลามตามตามแนวทางของท่านนะบีมุฮัมมัด หรือที่เรียกว่า “สุนหนี่” ได้อพยพครอบครัวและบริวารจากเมืองสาเลย์ (ชวาภาคกลาง) อันเนื่องมาจากการรุกรานจากนโยบายเรือปืน ของนักเดินเรือชาวโปตุเกส เมืองสาเลย์ไม่ยอมเป็นอาณานิคมของโปรตุเกส จึงถูกระดมยิงปืนใหญ่จากเรือเผาทำลายเมืองจนยับเยิน ดาโต๊ะโมกอล อพยพครอบครัวและบริวารโดยทางเรือมาตั้งหมู่บ้านที่ตำบลเขาหัวแดง ริมทะเลปากอ่าวสงขลา ใน ปี พ.ศ. 2145

เขาหัวแดงมีชัยภูมิที่เหมาะสม อยู่ริมทะเล มีแหล่งจอดเรือได้สะดวก สามารถสร้างเป็นเมืองท่าได้ และภูเขาหัวแดงยังทำหน้าที่กำบังลมมรสุม รวมทั้งป้องกันภัยรุกรานจากศัตรูได้ รวมทั้งอยู่ไม่ห่างจากสินค้าที่ประเทศทางตะวันตกต้องการ เช่น ของป่า สัตว์ป่า และแร่ธาตุ เมืองสงขลาภายใต้การปกครองของดาโต๊ะโมกอล ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้างกำแพงเมือง ป้อมปราการ และคูเมืองโอบล้อมอย่างแข็งแรง และเริ่มขยายอาณาเขตการปกครองมายังบริเวณพื้นที่ว่างเปล่าบนเกาะใหญ่ และบริเวณชายฝั่งที่อยู่ระหว่างเขตเมืองพัทลุงและปัตตานี ความเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็วนี้ทราบถึงเจ้าพระยา นครศรีธรรมราช ซึ่งมีหน้าที่ดูแลหัวเมืองทางภาคใต้ของกรุงศรีอยุธยา จึงได้รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของเมืองสงขลาไปยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของสมเด็จ พระเอกาทศรถ (ครองราชย์ พ.ศ. 2148 - 2153)

ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลของสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้โปรดเกล้าแต่งตั้งดาตะโมกอล ให้เป็นข้าหลวงใหญ่แห่งพระเจ้ากรุงสยาม ประจำเมืองพัทลุงอยู่ที่เขาหัวแดง แขวงเมืองสงขลา มีหน้าที่ปกครองดูแลเมืองพัทลุง และเก็บเงินค่าธรรมเนียมเทียบท่าจอดเรือจากบรรดาเรือสินค้า ส่งเป็นส่วยเข้าท้องพระคลังหลวงที่กรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้นอกจากได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเก็บส่วยแล้ว 
อีกสาเหตุหนึ่งก็เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของกรุงศรีอยุธยาเอง เนื่องจากความเจริญทางด้านการค้าของเมืองสงขลา ทำให้กรุงศรีอยุธยาระบายสินค้าส่งออกมายังเมืองที่มีท่าจอดเรือสะดวกและมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติอยู่แล้วดาโต๊ะโมกอลได้ดำรงตำแหน่งจนถึงปี พ.ศ. 2163 จึงถึงแก่อสัญกรรม รวมระยะเวลาที่ท่านปกครองเมืองสงขลา 15 ปีเศษ หลังจากนั้นท่านสุไลยมานได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (ครองราชย์ พ.ศ.2153 - 2171) ให้ขึ้นครองนครสงขลา สืบต่อจากบิดานปี พ.ศ. 2163 ในฐานะผู้สำเร็จราชการ นครสงขลาเช่นเดียวกับบิดา กลายเป็นสุลต่านสุไลมานในเวลาต่อมา 
สุลต่านสุไลยมาน อพยพจากเมืองสาเลย์มาพร้อมกับบิดา เมื่อท่านมีอายุเพียง 12 ปี เมื่อครั้งบิดาสร้างเมืองสงขลาและปกครองเมืองสงขลา ท่านมีส่วนช่วยเหลือบิดาในด้านการปกครอง และดูแลปราบปรามโจรสลัด ที่เข้ามาคุกคามเมืองสงขลาอยู่เนืองๆ หลังจากที่ท่านโมกอลเสียชีวิตลง สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ได้โปรดเกล้าฯ ท่านสุไลยมาน เป็นข้าหลวงใหญ่ผู้สำเร็จราชการนครสงขลาเช่นเดียวกับบิดา ซึ่งสมัยท่านสุไลยมานได้ปฏิบัติหน้าที่ของท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและด้วยความจงรักภักดีอย่างยิ่ง
ต่อมาในปี พ.ศ. 2173 เจ้าพระยากลาโหมศรีสุริยวงศ์ ได้ขึ้นครองราชโดยทำการประหาร ชีวิตราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมทั้งสองคนและสถาปนาตนเป็นปฐมบรมกษัตริย์ แห่งราชวงศ์ปราสาททอง โดยมีพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง” (ครองราชย์ พ.ศ. 2173  -2199) ท่านสุไลยมานเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและมิใช่เป็นการสืบราชสันติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลจึงประกาศแข็งเมืองไม่ยอมขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา และได้ประกาศเป็นรัฐอิสระตั้งแต่ปี พ.ศ. 2173 ในช่วงเวลาที่นครสงขลาแข็งเมืองนั้น เมืองปัตตานีก็ไม่ยอมรับในอำนาจของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเช่นเดียวกัน (พ.ศ.2173) และได้ใช้โอกาสในช่วงการผลัดแผ่นดินนั้นยกทัพมาตีเมืองพัทลุง และเมืองนครศรีธรรมราช อันเป็นหัวเมืองสำคัญทางตอนใต้ของกรุงศรียุธยา อนึ่งเมืองนครศรีธรรมราชในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นช่วงอยู่ในภาวะอ่อนแอขาดความสามัคคีอันเป็นผลสืบเนื่องจากการแต่งตั้งออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา นางามาชา) ซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นมาเป็นเจ้าเมือง เมื่อออกญาได้เสียชีวิตลง บุตรชาย (โอนิน) ได้ยึดอำนาจปกครองแทน และใช้อำนาจเพื่อพรรคพวกของตนเป็นหลัก ก่อให้เกิดความระส่ำระสายแก่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นอย่างยิ่ง แม้สมเด็จ พระเจ้าปราสาททองจะส่งทัพจากกรุงศรีอยุธยา มาช่วยรบกับปัตตานี ก็ไม่สามารถสู้รบกับกองทัพจากเมืองปัตตานีได้ในขณะเดียวกันเมืองสงขลาที่ออกจากระบบ การปกครองของกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากไม่ได้ถูกโจมตีจากปัตตานี อีกทั้งยังไม่ถูกเกณฑ์กำลังเข้ารวมกับกองทัพอยุธยาเพื่อรบกับปัตตานีด้วย แต่เนื่องจากการดำเนินนโยบายทางการเมืองผิดพลาดของเมืองสงขลาในขณะนั้นที่เชื่อมั่นว่าการพึ่งพากรุงศรีอยุธยาน่าจะดีกว่า จึงส่งทูตไปยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นสาเหตุจากการถูกโจมตีจากเมืองปัตตานีในเวลาต่อมา และได้รับความเสียหายอย่างยับเยินแม้จะจัดเตรียมกำลังพลอย่างเข้มแข็งแล้วก็ตาม โดยที่กรุงศรีอยุธยาไม่สามารถช่วยเหลือได้แต่ประการใด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สุลต่านสุไลยมาน เกิดความไม่มั่นใจในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา จึงตั้งตนเป็นอิสระไม่อยู่ในอำนาจของกรุงศรีอยุธยา ชาวเมืองต่างพากันเรียก “สุลต่าน
สุไลยมานาซาห์” หลังจากตั้งตนเป็นรัฐสุลต่านสุไลยมานได้ตระหนักดีว่าในกาลข้างหน้าคงหลีกเลี่ยงการรุกรานจากทั้งเมืองปัตตานี กรุงศรีอยุธยาและโจรสลัด ที่คอยปล้นสดมภ์ได้ยาก จึงร่วมมือกับชาวต่างชาติสร้างป้อมปราการ และหอรบมากมาย เมืองสงขลาได้เป็นเมืองที่เข้มแข็งและขยายอำนาจออกไปกว้างขวาง ท่านสุไลยมานได้ร่วมมือกับเจ้าเมืองไทรบุรี เข้ายึดเมืองพัทลุง อันเป็นเหตุให้สมเด็จพระเจ้าปราสาททองให้ยกทัพหลวงมาปราบถึง 2 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ(พ.ศ. 2189 และ พ.ศ. 2191) ต่อมาในปี พ.ศ.2192 ท่านสุไลยมานได้ยกกองทัพเข้าบุกยึดเมืองนครศรีธรรมราชและพัทลุงไว้ได้สำเร็จเมืองสงขลามีความเจริญรุ่งเรืองและเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญ โดยสินค้าหลักที่สำคัญคือ พริกไทย และรังนก บริเวณรอบทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งปลูกพริกไทยที่สำคัญส่งผลให้เมืองสงขลาเป็นตลาดการค้าพริกไทยที่สำคัญ ทำให้เศรษฐกิจการค้าของเมืองสงขลาเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก นอกจากนี้ยังมีสินค้าจำพวกข้าว ถ้วย จาน ชาม และอื่นๆ อีกด้วย

ในปี พ.ศ.2202 หลังจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ขึ้นครองราชย์ สุลต่าน
สุไลยมานได้ยอมรับอำนาจอันชอบธรรมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้ส่งทูตไปยังกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงรับทูตนั้นไว้ด้วยความยินดี เป็นการลดความ ตึงเครียดทางการเมือง ขณะเดียวกันเมืองสงขลายังคงมีอำนาจเช่นเดิมโดยที่อยุธยาไม่สามารถแทรกแซงได้สุลต่านสุไลยมานถึงแก่กรรมในปี พ.ศ.2211 รวมอายุได้ 76 ปี เมื่อเปลี่ยนราชวงศ์จากปราสาททองเป็นบ้านพลูหลวง พระเพทราชามิได้วางตัวเป็นปรปักษ์ต่อเชื้อสายสุลต่านสุไลยมาน แต่ว่าทรงมอบตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงให้บุตรชายอีกคนหนึ่งของสุลต่านได้ครองอีกครั้ง ดำรงตำแหน่งพระยาจักรี (ฮุสเซน) เชื้อสายของสุลต่านสุไลมานได้สืบสายเป็นขุนนางไทยมาจนถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนใหญ่ได้ดำรงตำแหน่งพระยาราชบังสัน หรือพระยาราชวังสัน มีอำนาจหน้าที่ทางด้านทัพเรือ หนึ่งในจำนวนนี้คือพระยาราชวังสัน (หวัง) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านตั้งเคหสถานอยู่ติดวัดหงษ์รัตนาราม ในคลองบางกอกใหญ่ ฝั่งธนบุรี

พระยาราชวังสัน (หวัง) และคุณหญิง
ชูภรรยาเอกมีธิดา ๓ คน หนึ่งในจำนวนนี้ชื่อเพ็ง ได้สมรสไปกับพระยานนทบุรี (จันท์)เจ้าเมืองนนทบุรี คุณหญิงเพ็งมีธิดาชื่อเรียม ต่อมาคุณเรียมได้ถวายตัวเข้ารับราชการฝ่ายใน เป็นพระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ท่านเป็นเจ้าจอมมารดาของพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าทับ กรมหลวงเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ แล้วก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติด้วยความเห็นชอบของ “อเนกมหาชนนิกร สโมสรสมมุติ” คือจากที่ประชุมกันของขุนนางผู้ใหญ่และพระบรม วงศานุวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชจักรีวงศ์ - พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนเจ้าจอมมารดาเรียมต่อมาก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระศรีสุลาไลย สันนิษฐานว่า “สุลาไลย” เป็นการแผลงคำจาก “สุไล” ซึ่งเกี่ยวโยงไปถึงชื่อสุลต่านสุไลยมาน ต้นตระกูลเดิมของเจ้าจอมมารดาเรียม เพราะคำศัพท์ไทยรุ่นเก่ามีการแผลงทำนองนี้อยู่ อย่างชื่อ พิมพิลาไลย มาจาก พิมพิไล ซึ่งหมายถึงรูปงามเชื้อสายของสุลต่านสุไลมาน นับว่าเกี่ยวข้องกับราชวงศ์จักรี ผ่านทางสมเด็จพระศรีสุลาไลย และสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ปัจจุบันผู้สืบเชื้อสายจากสุลต่านสุไลยมาน ในปัจจุบันที่อยู่ทั้งในกรุงเทพฯ อยุธยา และภาคใต้ เช่น สงขลา พัทลุง ไชยา สุราษร์ธานี เป็นต้น ชุมชนที่เป็นลูกหลานสุลต่านสุไลยมานที่พอจะสืบโยง กับวงศ์ญาติได้ ก็คือ ชุมชนมัสยิดต้นสน คลองบางหลวง เขตบางกอกใหญ่ มัสยิดกุฎีขาว เขตธนบุรี มัสยิดบางกอกน้อย บางอ้อ เป็นต้นปัจจุบันผู้สืบเชื้อสายมาจากสุลต่านสุไลยมานมีทั้งมุสลิมและพุทธ มีสายตระกูล 164 ตระกูล รวมถึงตระกูล “พิทักษ์คุมพล” ของจุฬาราชมนตรีด้วย  

หมายเหตุ : ข้อมูลจากนิตยสาร MTODAY ฉบับประจำเดือนเมษายน 2558
บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 880 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 58 + 96 =
ความคิดเห็น :