Bookmark and Share

ฮาลาลเพชรเจิดจรัสในมุมมืด

ผลิตภัณฑ์ "ฮาลาล" โดยเฉพาะ "ฮาลาลไทย" กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,900 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 25% ของประชากรโลก คาดว่าภายในปี 2030 ประชากรมุสลิมจะเพิ่มเป็น 2.2 พันล้านคน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนที่กำลังจะกลายเป็นประชาคมเดียวกันในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 มีประชากรมุสลิมครึ่งหนึ่ง ประมาณ 300 ล้าน โดยประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ผลิตอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ อย่างอินโดนีเชียที่มีประชากรมากกว่า 200 ล้านคน ส่วนประเทศนอกกลุ่มอาเซียนอย่างประเทศซาอูดิอาระเบียผลิตเนื้อไก่ได้ 400.000 เหรียญแต่ความต้องการบริโภค มากถึง 900,000 เหรียญต่อปี กลุ่มประเทศ EU แม้มีประชากรมุสลิม 12 ล้านคน แต่ความต้องการอาหารฮาลาลมากกว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี กลุ่มประเทศในแอฟริกาเกือบ 300 ล้านคน ประชากรมุสลิมซึ่งเป็นกลุ่มคนบริโภคจำนวนมหาศาลเหล่านี้ส่งผลให้โอกาสของการส่งสินค้าฮาลาลไทยมีโอกาส
สูงขึ้น

ประเทศไทยได้รับการยอมรับในคุณภาพการผลิตๆ ภัณฑ์โดยผู้ผลิตสินค้าฮาลาลรายใหญ่ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ได้รับตราฮาลาลประมาณ 100,000 รายการ จากผู้ประกอบการประมาณ 3,000 ราย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหาร ระบบการให้การรับรองตราฮาลาลของประเทศไทยรับผิดชอบโดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (กอท.) โดยในพื้นที่ 39 จังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (กอจ.)จะรับผิดชอบโดยฝ่ายกิจการฮาลาลของ กอจ. ส่วนจังหวัดที่เหลือรับผิดชอบโดยฝ่ายกิจการฮาลาลของ กอท. โดยแต่เดิมใช้ตราสัญลักษณ์ขนมเปียกปูน แต่เมื่อปี 2557 ได้เปลี่ยนตราสัญลักษณ์เป็น ไดมอนด์ ฮาลาล ซึ่งกำลังสร้างแบรนด์ ไดมอนด์ ฮาลาลให้ได้รับการยอมรับของประชาคมโลก โดยเฉพาะการยอมรับของกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มีระบบการกีดกันการค้าเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ

การสนับสนุนของรัฐบาลในรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สนับสนุนงบประมาณพัฒนาส่งเสริมฮาลาลผ่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล 240 ล้านบาท ซึ่งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ได้กระจายไปยังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศ และนำมาจัดงานเพื่อส่งเสริมกิจการฮาลาลมาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งงาน Thailand Halal assembly และงานฮาลาลที่จังหวัดเชียงใหม่ที่จัดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ ที่เซ็นทรัล แอร์พอร์ต เชียงใหม่

มาถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สนับสนุนส่งเสริมกิจการฮาลาลไทยอย่างเป็นระบบโดยการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาลแห่งชาติ มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีคณะกรรมการเป็นรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ตัวแทนองค์กรศาสนาอิสลาม อาทิ สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

รวมทั้งตัวแทนภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยมีอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้ ได้ประชุมนัดแรก เมื่อ 29 มกราคม 2558 เห็นชอบให้ร่างกรอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล (พ.ศ.2559 - 2563) เพื่อขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์และสินค้าฮาลาลไทยสู่ตลาดฮาลาลโลก (World Halal Market) ซึ่งเป็นไปตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งในการพัฒนาอุตสาหกรรมธุรกิจและการค้าฮาลาล ซึ่งทำให้สามารถขับเคลื่อนและมีแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็ง รวมทั้งการสร้างความร่วมมืออุตสาหกรรมธุรกิจและการค้าฮาลาลระหว่างประเทศอีกด้วย

ที่ประชุมเห็นชอบร่างกรอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาฮาลาล โดยใช้แนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการ ประกอบด้วยหลักการทางศาสนา ระบบการผลิต การตลาด การตรวจสอบ และการสร้างคุณภาพฮาลาลของประเทศไทย และแต่งตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ให้มีการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่เป็นมาตรฐานสากล ส่งเสริมการผลิตและการตลาดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจฮาลาลพิเศษเฉพาะกิจในรูปแบบการพัฒนาและการบริหารให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่ประชุมสนับสนุนให้มีฮาลาลมาร์ท (Halal Market) คล้ายร้านค้าสะดวกซื้อฮาลาลโดยนำร่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ฮาลาลในระดับ SMEs ด้วยการส่งเสริมให้มีการผลิตมากขึ้น สร้างงานให้คนในพื้นที่ พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ซึ่งจะส่งผลในการลดระดับเหตุการณ์ความไม่สงบได้ในอนาคตอันใกล้ต่อไป และเร่งดำเนินการขยายธุรกิจการค้าและบริการฮาลาลเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เริ่มขยายตัวมากขึ้นในช่วงเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในช่วงปี 2558 รวมถึงการผลักดันให้ ไดมอนด์ฮาลาล ไดรับการยอมรับไปทั่วโลก

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการ กล่าวในตอนท้ายขอบคุณนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) ที่สนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้าฮาลาลมาโดยต่อเนื่อง จนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในรัฐบาลชุดนี้

รศ.ดร.วินัย เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาลแห่งชาติ โดยรัฐบาลยืนยันส่งเสริมธุรกิจของสินค้าฮาลาลของไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในอันดับ 13 ของประเทศผู้ส่งออก ให้สามารถติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกภายในปี 63 โดยเน้นการสร้างภาพลักษณ์ การวิจัย และสร้างนวัตกรรมเข้าไปส่งเสริมสินค้าฮาลาลรูปแบบใหม่ๆ นอกเหนืออุตสาหกรรมอาหารที่ไทยดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง การแพทย์ สปา ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

"เดิมไทยส่งเสริมการส่งออกสินค้าฮาลาลเป็นวัตถุดิบไปต่างประเทศอย่างเดียว เช่น ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ และอาหารสำเร็จรูป หากทำต่อไปอย่างนี้คงอยู่ไม่ได้ และไม่สามารถผลิตวัตถุดิบอย่างนี้ได้อีกแล้ว เพราะต้องขยายนวัตกรรม เริ่มจากสิ่งที่ไทยเชี่ยวชาญคือ ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้นวัตกรรมเข้าไปผลิตออกมาเป็นรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับมูลค่าสินค้าของไทยให้เป็นไทยแลนด์ไดมอนด์ฮาลาลในสายตาต่างชาติ โดยยังเน้นเรื่องความปลอดภัย และคุณภาพ ซึ่งถ้าทำสำเร็จ จะช่วยให้มูลค่าสินค้าฮาลาลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว จากปัจจุบันที่มีมูลค่าประมาณปีละ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ"

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล และรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จำนวนประชากรมุสลิมที่มีจำนวนมหาศาลทำให้ตลาดสินค้าฮาลาลทั้งเครื่องอุปโภคและบริโภค ตั้งแต่เครื่องสำอาง
เครื่องดื่ม ซอสปรุงอาหาร น้ำผลไม้ เสื้อผ้า รวมถึงภาคบริการ เช่น ธนาคาร โรงแรม โรงพยาบาล มีความต้องการเพิ่มขึ้น และอาหารฮาลาลที่มุสลิมบริโภคก็มีขยายตัวเพิ่มขึ้น

"การส่งออกสินค้าฮาลาลไทยไปต่างประเทศประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 150,000 ล้านบาทต่อปี เป็นอันดับ 5 ของการส่งออกอาหารฮาลาลของโลก รองจากบราซิล สหรัฐอเมริกา เป็นต้นโดยไทยส่งออกไปยัง 57 ประเทศ ยืนยันว่า ฮาลาลไทยมีระบบการรับรองฮาลาลอันดับ 1 ของโลกไทย และมีโอกาสที่จะก้าวเป็นอันดับ 1 ของการส่งออกฮาลาล หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง และเร่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และบริหาร รวมทั้งสร้างสัญญะเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นต่อชาวมุสลิมทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ Thailand Daimond Halal หรือฮาลาลเพชรจากประเทศไทย การจัดงาน Thailand Halal assembly มีกลุ่มเป้าหมายมาร่วมงานมากกว่า 5,000 คนทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานฮาลาลไทยต่อประชาคมโลก คาดว่า จะทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการด้านฮาลาลขยายตัว 15-20% ในปี 25558" ดร.วินัย กล่าว

ในขณะที่หลายฝ่ายขมักเขม้นในการสร้างตลาดฮาลาลของไทย สร้างการยอมรับในผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทย แต่อีกด้านหนึ่งการทำงานของฝ่ายตรวจการฮาลาล มีคำถามเรื่องความโปร่งใส มีกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ซักถามเกี่ยวกับบัญชีรายการรับจ่ายของฝ่ายในการทำงานมา 3-4 ปี ซึ่งมีการจับกุมและเรียกรับค่าปรับจากผู้ประกอบการหลายราย แต่ไม่มีการชี้แจงบัญชีรายรับร่ายจ่าย มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ มีนายอาหะหมัด ขามเทศทอง กรรมการกลางฯ ตัวแทนกรุงเทพมหานคร เป็นผู้รับผิดชอบ การทำงานของคณะทำงานชุดนี้พบว่า ตั้งแต่ปี 2555 ที่มีการจัดตั้งฝ่ายตรวจการ ไม่มีรายงานบัญชีรายรับรายจ่าย และมีเพียงบัญชี ปี 2557 ที่มีรายการโอนเข้าบัญชีสำนักงานคณะกรรมการกลางฯ 1,580,000 ล้านบาท

ในรายงานที่คณะทำงานตรวจสอบบัญชีรายรับรายจ่ายของฝ่ายตรวจการณ์ฮาลาลมีรายละเอียดว่า ปฏิบัติงานมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน และได้รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการตรวจการผลิตภัณฑ์ฮาลาลเฉพาะตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2557 ได้โอนเงินสินไหมทดแทนเข้าบัญชีสำนักงานตั้งแต่วันที่ 9 เดือนตุลาคม 2557 จนถึงเดือนธันวาคม 2557 จำนวน 1,580,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนแปดหมื่นบาท) ส่วนตั้งแต่ปี 2555 และ 2556 ไม่มีรายงานแต่อย่างใด ซึ่งเมื่อมีการเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้ประกอบการแต่ละรายแล้ว และผู้ประกอบการยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และฝ่ายตรวจการได้นำเงินทั้งหมดเข้าบัญชีสำนักงานแล้วจึงเบิกออกไป หรือหักออกไปก่อนแล้วจึงนำส่วนที่เหลือเข้าบัญชีสำนักงาน และฝ่ายตรวจการรับกี่เปอร์เซ็นต์จากค่าสินไหมทดแทน ที่มีการไกล่เกลี่ยแต่ละราย รวมทั้งจะได้มีการจัดสรรเงินค่าสินไหมทดแทนให้แก่ใครบ้างกี่รายๆ ละเท่าไหร่ ไม่มีรายงาน

ฝ่ายตรวจการฮาลาล ก่อตั้งเมื่อปี 2555 เป็นข่าวโด่งดังในขณะนั้น เพราะมีการใช้ระเบียบโดยไม่ผ่านที่ประชุมคณะกรรมการกลางฯ จนมีกรรมการกลางฯ บางคนออกมาเปิดเผยข้อมูล จนนำไปสู่การรอมชอมด้วยการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลางฯ โดยคณะทำงานตรวจการฮาลาลมีนายตำรวจเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางฯ ระบุในตอนนั้นว่า การจัดตั้งฝ่ายตรวจการขึ้นมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคมุสลิมที่บางครั้งจะต้องบริโภคอาหารที่ไม่ได้รับการรับรองฮาลาลแต่ผู้ประกอบการนำตราสัญลักษณ์มาติดไว้ว่า ผ่านการรับรองฮาลาล

ด้วยคณะกรรมการกลางฯ ไม่ใช่องค์กรของรัฐ การใช้อำนาจทางกฎหมายจึงมีจำกัด ฝ่ายตรวจการดำเนินการตามกฎหมายลิขสิทธิ์ หากมีการฝ่าฝืนนำตราสัญลักษณ์ไปใช้ ก็จะประสานกับตำรวจเข้าจับกุมและปรับตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ซึ่งมีการจับกุมผู้ประกอบการจำนวนมากที่อาจจะเข้าใจผิดในการใช้ตราสัญลักษณ์ ผู้ประกอบการที่ต่ออายุฮาลาลตามกำหนดเวลา หรือที่มีการจงใจก็ตามยกตัวอย่างของ "ซีพี" ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตอาหาร ได้นำตาสัญลักษณ์ไปติดบนผลิตภัณฑ์โดยเข้าใจผิดว่า โรงงานที่ผ่านการรับรองฮาลาลแล้ว สามารถใช้ตราฮาลาลได้หมด ซึ่งตามระเบียบของคณะกรรมการกลางฯ กำหนดให้ผลิตภัณฑ์แต่ละผลิตภัณฑ์จะต้องขอตราฮาลาลเป็นการเฉพาะ แม้ว่าโรงงานจะผ่านการรับรองแล้วก็ตาม ซึ่งในกรณีของซีพี
มีการไกล่เกลี่ยโดยเสียค่าปรับ จำนวน 20 ล้านบาท (แต่ข้อมูลจากบางฝ่าย อาทิ อ.ชาฟีอี นภากร ระบุว่า มากกว่า 20 ล้านบาท)

ข้อกล่าวหาที่มีการร้องเรียนในขณะนั้น มีการกล่าวหาว่า มีการรีดไถ ข่มขู่ คุกคาม แต่ที่สุดเรื่องราวก็เงียบหายไป เพราะไม่มีใครดำเนินการตามกฎหมาย เพราะกลัวได้รับผลกระทบ อีกทั้งมีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการ กลางฯ จึงทำให้การติดตามตรวจสอบขาดช่วงไป หรือแม้แต่กิจการของมุสลิมที่มีขนาดเล็กและนำตราฮาลาลไปติดเป็นสัญลักษณ์ก็ถูกดำเนินคดีจำนวนไม่น้อย อย่างกรณีของร้านอาหารที่สวนผึ้ง จ.ราชบุรี เป็นต้น

กรณีเงินของฝ่ายตรวจการฮาลาล มีการพูดถึงกันในช่วงนี้ เนื่องจากเฟสที่ใช้ชื่อ SomChai Kerdyoo ของนายสมชาย เกิดอยู่ กรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย นำข้อมูลบัญชีรายรับรายจ่ายที่ไม่ครบถ้วนมาเปิดเผย ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกระแสกดดันมายังนายสมชายว่าจะมีการฟ้องร้องและกล่าวหาว่า เพราะไม่ได้เป็นอนุกรรมการ จึงออกมาเล่นงานคณะกรรมการกลางฯ ในที่ประชุมของคณะกรรมการกลางฯ มีการพูดคุยในเรื่องนี้อย่างกว้างขวางเช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากการที่ในระเบียบของฝ่ายตรวจการ กำหนดให้มีการเปิดบัญชีอีกบัญชีหนึ่งไม่เกี่ยวข้องกับบัญชีของคณะกรรมการกลางฯ ที่เป็นตัวเลขรายรับรายจ่ายของคณะกรรมการกลางฯ ทั้งหมด แต่บัญชีที่กำหนดให้เปิดก็ยังไมมีการีเปิด การโอนเงินจากผู้ประกอบการจึงโอนผ่านบัญชีอื่นแทน เป็นที่มาของการชี้แจงบัญชีรายรับรายจ่ายไม่ครบถ้วน อาทิ เงินค่าปรับจากบริษัทซีพี จำนวน 20 ล้านบาท ไม่มีการชี้แจง มีการประมาณการว่ามีเงินที่ไม่ได้ชี้มากกว่า 30 ล้านบาท

คณะกรรมการกลางฯ โดยฝ่ายตรวจการฮาลาลยังไม่ได้ชี้แจงในประเด็นข้อสงสัยและบัญชีรายรับรายจ่าย จึงเป็นความเคลือบแคลงสงสัยว่า คณะกรรมการกลางฯ ที่เป็นองค์กรศาสนาที่มีหน้าที่กำกับดูแลเรื่องศาสนา เผยแพร่เรื่องศาสนา เรื่องสำคัญ
เช่นนี้ทำไมไม่ทำให้ถูกต้องโปร่งใส เป็นตัวอย่างที่ดีให้องค์กรมุสลิมในประเทศไทยได้ดำเนินรอยตาม

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1346 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 39 + 54 =
ความคิดเห็น :