Bookmark and Share

วาเลนไทน์ กับกระบวนการทำให้เป็นสินค้าและค่านิยม


วาเลนไทน์ กับกระบวนการทำให้เป็นสินค้า
โดยอัลดลฆอนี 


"วาเลนไทน์" เป็นวันที่ชาวคริวต์รำลึกถึง เซนต์ วาเลนไทน์ ที่ถูกพวกโรมันประหารชีวิต จากการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามนับถือศาสนาด้วยการทำพิธีแต่งงานให้ชาวคริสต์ ปัจจุบันถูกนำมาเป็น "สินค้า"แสวงหากำไรมูลค่ามหาศาล

เซนต์ วาเลนไทน์ เป็นบาทหลวงในสมัยที่โรมยังคงเรืองอำนาจ ซึ่างในยุคแรกจนถึงประมาณ 200-300 ปี ราชสำนักโรมันห้ามนับถือศาสนาคริสต์ แต่ก็มีชาวโรมันจำนวนหนึ่งเลื่อมใสศรัทธาในคริสตศาสนา ได้เข้ารับนับถือแบบลับๆ "เซนต์ วาเลนไทน์" เป็นบาทหลวงที่ได้ทำพิธีแต่งงานให้กับชาวคริสต์หลายคู่ จนราชสำนะกโรมันจับได้ และประหารชีวิต วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันประหารบาทหลวงคนนี้ ชาวคริสต์ใช้เป็นรำลึกถึง เซนต์ วาเลนไทน์

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ความสำคัญทางศาสนา ได้ถูกนำมาทำให้ "เป็นสินค้า" โดยตะวันตก และแพร่ขยายครอบงำความเชื่อ กลายเป็น "ค่านิยม"ของความรักไปทั่วโลก อาจเป็นเพราะความรัก เป็นสิ่งที่ดีงาม การนำความรักมา "ทำเป็นสินค้า" จึงง่ายต่อการรับ ในประเทศไทย พยายามนำ "วันมาฆบูชา" เป็นวันแห่งความรัก แต่ไม่ประสบความความสำเร็จ

ไม่เพียง "ความรัก" ที่ถูกนำมาเป็นสินค้า เพื่อแสวงหากำไร แต่วันคริสต์มาส ที่เชื่อว่า เป็นวันประสูตรของพระเยซู ก็ถูกนำมาเป็นสินค้า มาเป็นเทศกาล ที่คนไม่ได้นับถือคริสตศาสนาก็นำมาเป็นกิจกรรมประกอบการค้า จะเห็นว่า ในประเทศไทย ไม่มีห้างไหน ไม่จัดวาง "ต้นคริสต์มาส" มาเป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตกิจกรรมของห้าง

ด้วยความเชี่ยวชาญในการ "ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์" ผ่านสื่อทุกรูปแบบ และมีการวางแผนมาอย่างดี "วันเวนไทน์" จึงกลายเดป็นค่านิยมที่คนทั่วโลกนำมาปฏิบัติ ทั้งการมอบดอกกุหลาบ ช็อคโกแลต หรือกิจกรรมทางการค้า ของผู้ประกอบการทั่วทั่ว รวมทั้งประเทศไทย ก็ตกอยู่ในอิทธิพลการครอบงำของ "กระแสค่านิยมวาเลนไทน์" ซึ่งทั้งดอกกุกลาบ ช็อคโกแลต หากสิบย้อนกลับไป ก็ไม่เกี่ยวกับ "เซนต์ วาเลนไทน์" แต่มีกระบวนการสร้างความเชื่อซ้ำๆ จนกลายเป็นสิ่งปฏิบัติที่เคยชิน

"วาเลนไทน์" ได้กลายมาเป็นอิทธิพล ครอบงำความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของคนไทยอย่างหนักหน่วงรุนแรง ในวันนี้ จะเห็น หนุ่มสาว นัดหมายเจอกัน การไม่ได้ของขวัญ ไม่ได้ดอกกุหลาบ จากคนรักในวันนี้ กลายเป็นสิ่งประหลาด ถูกตีควสามว่าไม่รัก ไม่ให้ความสำคัญ คนไม่มีคู่ก็คร่ำครวญหวลไห้ ที่ต้องโดดเดี่ยวในวันแห่งความรัก สื่อหลักทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ตไม่มี ที่ไม่พูดเรื่องวาเลนไทน์  กลายเป็นกระแสหลักยากที่กระแสอื่นจะจะมีเบียดแทรกได้ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมแบบพุทธของคนไทยอ่อนแอ จึงรับอะไรได้ง่าย ในวันนี้ ในกลุ่มวัยรุ่นเลยกลายเป็น "วันเสียตัวแห่งชาติ" ไปเลย ในยามค่ำคืน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ค่อบสอดส่องตามโรงแรมม่านรูด เพื่อไม้่ให้วัยรุ่นไปมั่วสุมกัน กลายเป็นภาพที่น่าทุเรศทุรัง

ผลที่ตามมาจากวันเสียตัวแห่งชาติ นำไปสู่ปัญหาทางสังคมมากมาย ดโยเแพาะปัญหาการท้องก่อนวัยอันควรในวัยรุ่น เด็กต้องออกจากโรงเรียน หรือบางคนก็ต้องไปทำแท้ง เป็นตราบาปให้กับตัวเอง ซึ่งบางครั้งเป็นอันตรายถึงชีวิต กลายเป็นภาระของครอบครัวและสังคมที่จะมีมาดูแล กระทรวงสาธาณสุขถึงกับมีแนวคิด จัดทำกล่องแจกถุงยางในโรงเรียน เพื่อป้องกันปัญหาท้องก่อนวัยอันควร   โชคดีทีกระทรวงศึกษาธิการไม่เห็นด้วย ไม่เช่นนั้น เด็กๆคงสนุกสนานกัน เพราะด้านหนึ่งอาจจะคิดว่า เป็นการป้องกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็เหมือนเป็นการเปิดให้เด็กมีเพศสัมพันธ์อย่างเสรี สิ่งที่ควรจะทำ คือ รักนวลสงวนตัว การมีเพศสัมพันธ์ในสถานะที่ถูกต้องตามหลักศาสนาและประเพณีจึงสูญสลายไป เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่น่าตกใจ

สังคมมุสลิมเองก็หนีไม่พ้นกระแสการครอบงำทางค่านิยม ในวันแห่งความรัก ดูตามหน้าเฟสจะเห็นชัด แม้บางคนไม่แสดงออกชัดเจน ก็จะมีรูปดอกกุกลาบปรากฏอยู่ บางคนมีภาพหอมลูกหอมหลาน แสดงความรักและบอกว่า เป็นวันวาเลนไทน์ สะท้อนถึงอิทธิพลครอบงำได้ชัดเจน ที่ส่งผลให้อยากแสดงออกในวันนี้  เด็กวัยรุ่น หนุุ่มสาวจำนวนหนึ่ง ก็มีกิจกรรมในวันนี้ ไม่แตกต่างจากกับสังคมอื่น หน่วยงาน องค์กรหลายแห่งก็ถือโอกาสจัดงานเพื่อแสดงออกถึงความรัก การอยู่ร่วมกันอย่างสันติในวันนี้ ยกตัวอย่าง เด้กนักเรียนในภาคใต้ นำดอกกุหลาบมอบให้ทหาร จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นอิทธิพบครอบงำจากค่านิม"วาเลนไทน์"นั่นเอง ซึ่งความจริงอิสลามมีวันอีด หรือวันรายอ ที่เป้นวันแสดงออกถึงความรักอยู่แล้ว สามารถจัดกิจกรรมในลักษณะการแสดงถึงความรักในวันนั้นได้

รวมทั้ง เด็กมุสลิมจำนวนไม่น้อย ก็ มีค่านิยม เสียตัว ในวันวาเลนไทน์" ด้วย

อาจเป็นเรื่องยากที่ สังคมส่วนน้อยของมุสลิม จะต้านกระแสครอบงำจากทุกทิศทาง จากสื่อหลัก จากองค์กรรัฐ หรือจากส่วนอื่นๆรอบด้าน แต่ด้วยโครงสร้างทางสังคม วัฒนธรรมและความเชื่อที่เข้มแข็ง เป็นเกราะที่จะปกป้อง ผู้ปกครอง ครู ควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องในขอบเขตแห่งอิสลาม แต่อย่าไปยัดเยียดจนเกิดการต่อต้าน เพราะกระแสที่ครอบงำนั้น จะทำให้ถูกมองว่า บ้าหลังไม่ทันสมัยไป

ในระบบ "ทุนนิยม" ทุกอย่างจึงถูกทำให้ "เป็นสินค้า" เป็นธุรกิจเพื่อแสวงหากำไรและถูกนำมาทำซ้ำๆ ด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ เพื่อกระตุ้นความต้องการให้เกิดการบริโภค ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่การกระตุ้น ได้สร้างอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด กลายเป็น "สัญญะ" ที่ครอบงำ ไม่เว้นแม้แต่ วันทางศาสนา วาเลนไทน์ หรือคริสต์มาสก็ตาม

จงรู้เท่าทัน เพื่อไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลที่ครอบงำ จนเป็นทาสค่านิยม เป็นทาสของกระแส และต้องเสียเงินจำนวนมาก หรือจนกระทั่งสูญเสียความเชื่อทางศาสนาไป

     
   

 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 829 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 84 + 83 =
ความคิดเห็น :