Bookmark and Share

ไอแบงก์จับมือพันธมิตรทุ่ม 4,000ล้านหนุนฮาลาล

 


มูลค่าอาหารฮาลาลทั่วโลก
6.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ความต้องการของมุสลิมทั่วโลก 1,600 ล้านคน เฉพาะอาเซียน 300 ล้านคน เป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการพัฒนาส่งเสริมกิจการฮาลาลไปสู่อาเซียนและเวทีโลก เนื่องจากตัวเลขการส่งออกอาหารฮาลาลของไทยไม่ถึง 1%ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก ล่าสุด ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ได้จับมือพันธมิตร 4 หน่วยงาน  ประกอบด้วย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันอาหาร (NFI) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) “การสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพ SMEs ในอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อมุ่งสู่ AEC และเวทีโลกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนันสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในอุตสาหกรรมฮาลาล กว่า 3,000 รายในประเทศไทยที่ได้การรับรอง/เครื่องหมายฮาลาล ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2558

“หากทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของธุรกิจฮาลาล คิดว่า เราสู้กับตลาดโลกได้ เหมือนออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่มีกฎหมายให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์จะต้องฮาลาลทำให้มุสลิมทั่วโลกซื้อเนื้อจาก 2 ประเทศนี้ หากเราทำแบบออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ การส่งเสริมฮาลาลของเรา ก็จะพัฒนาได้รวดเร็ว” ดร.อดิศักดิ์ อัสมิมานะ กรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าว


ดร.อดิศักดิ์ อัสมิมานะ

ดร.ครรชิต สิงห์สุวรรณ์

ด้าน ดร.ครรชิต สิงห์สุวรรณ์ รักษาการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมฮาลาลเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ในประเทศไทย เนื่องด้วยประชากรอาเซียนกว่าร้อยละ 50 หรือประมาณกว่า 300 ล้านคน เป็นชาวมุสลิม และยังมีประชากรมุสลิมทั่วโลกอีกกว่า 1,600 ล้านคนที่มีความต้องการในสินค้าและการบริการที่เป็นที่อนุมัติ (HALAL) ตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะเป็นเครื่องหมายรับรองความสะอาดและปลอดภัยต่อการบริโภคและอุปโภค

อีกทั้ง รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs  ให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้ โดยผ่านกลไกการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SPECIAL FINANCIAL INSTITUTIONS: SFIs) ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อการส่งออก ให้มีความพร้อมและรองรับการแข่งขันในตลาดสากลได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตและยั่งยืน

ดร.ครรชิต ยังกล่าวต่อว่า ด้วยไอแบงก์ เป็นสถาบันการเงินที่ฮาลาล 100% เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย จึงมีแนวคิดที่จะต่อยอดผู้ประกอบการไทยที่ทำผลิตสินค้าฮาลาล ด้วยแหล่งเงินที่ฮาลาล ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการฮาลาลอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ อันจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น วันนี้ลูกค้าจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการใช้บริการสินเชื่อ SMEs HALAL TRADE ของไอแบงก์เพราะนอกจากจะได้สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจแล้วธนาคารยังได้ร่วมกับพันธมิตรทั้ง 4 หน่วยงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนา   สนับสนุน   และส่งเสริม    ผู้ประกอบการ SMEs และการส่งออก ในอุตสาหกรรมฮาลาล ของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างเข้มแข็ง โดยวันนี้ผู้บริหารสูงสุดจากหน่วยงานทั้ง 5 แห่งได้มาร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ตามกรอบความร่วมมือ
 

รายละเอียดของความร่วมมือ ประกอบด้วย
1.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ให้การสนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการฮาลาล วงเงินโครงการรวม 2,000 ล้านบาท วงเงินอนุมัติต่อรายสูงสุดถึง 100 ล้านบาท ประกอบด้วยวงเงินด้านการค้าต่างประเทศ และวงเงินสินเชื่อธุรกิจ ด้วยอัตรากำไรสินเชื่อต่ำ (SPR-1 – SPR-0.5 ประมาณ 7.0-7.5%) และพร้อมเสริมความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการฮาลาล ด้วยธุรกรรมด้านการค้าต่างประเทศของธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในด้านการทำธุรกรรมกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางและอาเซียน

2.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้การสนับสนุนโครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Halal Trade เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ฮาลาล มุ่งสู่ AEC และโลกมุสลิม วงเงินรวมของโครงการ 1,000 ล้านบาท ในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme  วงเงินค้ำประกันสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมการค้ำประกันพิเศษร้อยละ 1.50 ของวงเงินค้ำประกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอสามารถขอสินเชื่อกับไอแบงก์ได้

3.ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ให้การสนับสนุนบริการประกันการส่งออกภายใต้โปรแกรม EXIM 4 SMEs ซึ่งออกแบบมาเพื่อผู้ส่งออก SMEs เป็นการเฉพาะ ด้วยอัตราค่าเบี้ยประกันพิเศษ และให้ความคุ้มครองสูงถึง 90% ของความเสียหาย และมอบสิทธิพิเศษ ฟรีค่าข้อมูลสำหรับบริการประเมินความเสี่ยงผู้ซื้อ จำนวน 2 รายต่อ 1 นิติบุคคล บริการนี้จะช่วยให้ SMEs ส่งออกได้อย่างมั่นใจ และลดความเสี่ยงจากการไม่ได้รับการชำระเงินจากลูกค้าในต่างประเทศ

4.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ให้การสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การสนับสนุนช่องทางด้านการตลาด และสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ SMEs อาทิเช่น การอบรม/สัมมนา การสนับสนุนการออกบูธแสดงสินค้า และการทำ Business Matching ทั้งในและต่างประเทศ และส่วนลดจากสินค้า/บริการที่อยู่ในเครือข่ายของ สสว.

5.สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ภายใต้โครงการการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล อาทิเช่น การอบรม/สัมมนาผู้ประกอบการ การให้คำปรึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล การให้คำปรึกษาการผลิตอาหารฮาลาล

ดร.ครรชิต กล่าวทิ้งท้ายว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศไทย และสามารถผลักดันยุทธศาสตร์ภาครัฐในการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถพัฒนาธุรกิจของตนเอง เพื่อให้เติบโตและไปร่วมแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างทัดเทียมต่อไป

ในการลงนามความร่วมมือดังกล่าว มีผู้บริหารของทุกองค์กรประกอบด้วย นายวัลลภ เตาละไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) นานคนิสร์ สุคนธมาน กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ดร.ปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ดร.เพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมลงนามอย่างพร้อมเพรียง โดยแต่ละฝ่ายนำจุดแข็งมาร่วมสนับสนุนกิจการฮาลาลให้พัฒนาก้าวหน้า







 

บทความนี้ถูกอ่านไปแล้ว 1247 ครั้ง
Hot News ประจำเดือน
ข่าวยอดนิยม 5 อันดับ

ฝากความคิดเห็น
ชื่อ * :
อีเมล์ * :
รหัสยืนยัน * : 17 + 55 =
ความคิดเห็น :